เรื่องของวันที่ กับเด็กๆนี่ เป็นเรื่องที่ต้องสอนกันตลอดเวลา บางครั้งเราก็ได้ เรื่องตลก จากเด็กมารวมเป็นเรื่อง ตลก สั้นๆ ให้หัวเราะตลก ขบขัน ในความน่ารัก ไร้เดียงสาของด็ก
เรามาอ่านเรื่องตลก เรื่องนี้กัน
"ครูครับครู วันนี้วันที่เท่าไหร่คะครูขา" เด็กหญิงตัวเล็กๆ ถามคุณครู
"วันนี้เหรอจ๊ะ วันนี้วันที่ ๑ จ่ะ " คุณครูบอกพลางลูบผมเด็กน้อย
"ไม่ช่ายๆ วันนี้วันที่ สาม-สิบ-เอ็ด ก็เมื่อวาน วันที่ สาม-สิบ " เด็กหญิง เน้นเสียงพูดพร้อมทำสีหน้าเคร่งเครียดบอกคุณครู
"ไม่ใช่หรอกจ้า ไม่ใช่ วันนี้วันที่ ๑ แล้ว วันที่ ๑ ของเดือนกรกฏา วันนี้เปลี่ยนเป็นเดือนใหม่แล้ว" คุณครูบอก
"ครูขาเดือนพฤษภาที่แล้วมี ๓๑ วันไม่ใช่เหรอคะ ครูสอนหนูเองนี่คะ เมื่อวานวันที่ 30วันนี้ก็วันที่ ๓๑ งัยคะ " เด็กหญิงยังมั่นใจว่าวันนี้เป็นวันที่ ๓๑ อยู่แถมยังอ้างเรื่องที่ครูสอนอีก
หลังจากอธิบายเรื่องวันที่อยู่นานคุณครูก็เลยพาเด็กน้อยเดินไปดูปฏิทินกัน ให้เห็นรู้กันไปเลยว่าครูของเธอไม่ได้บอกผิด
คุณครูชี้ให้ดูที่ปฏิทิน "นี่ไงหนูจ๋า เมื่อวานน่ะวันที่ 30 แล้ววันนี้ก็เป็น วันที่ ๑ แล้วจ้ะ เห็นมั๊ยจ๊ะ"
เด็กหณิงยืนมองแล้วนิ่งไปครู่นึงแล้วพูดว่า "คุณครูคะ แล้ววันที่ ๓๑ ของหนูมันหายไปไหนล่ะคะ ทำไมหนูไม่รู้ล่ะ .............. "
อือ...............นั่นน่ะสินะ คุณครู ก็งง ในความน่ารัก ของเด็กน้อย
เรื่องสอนเด็ก เป็นเรื่องต้องใช้เวลา บางคราวเราอาจเจอเรื่องตลก ขำ ๆ ให้ได้ขบขัน กันบ่อยๆ พอหายเครียด
รวมเรื่องตลกสุดๆ อ่านเรื่องตลก โจ๊กขำขัน ชวนหัวเราะ สุดสุดจนขำกลิ้ง เรื่องขบขัน ขำขัน ขำขำ เรื่องตลกทะลึ่ง สุดฮา ๆ เรื่องสั้นตลกๆ ทุกเรื่องที่ทำให้หายเครียด สาระดีๆ เกี่ยวกับเรื่องตลก เรื่องของการหัวเราะ วิธีกำจัดความเครียด ที่ไม่ควรพลาด
เพลงตลก เมียถามมือถือ Music Comedy Wife and My Telephone.
เพลงตลก กำเมือง เมียถามมือถือ โดย วิฑูรย์ ใจพรหม ด้วยเพลง เมียถามมือถือ เป็นเพลงตลก ที่แทรกเรื่องตลก ให้ฟัง ตลก ขำ ขัน อาจจะเหมือนชีวิตของใครบางคน เวลาอยู่กับเมียแล้วตลก ไม่ออก
เพลงตลก คำเมือง เมียถามมือถือ - วิทูรย์ ใจพรหม เพลงตลกที่มีเรื่องตลก ขำ ขำให้ ตลก ฮา ๆ
เพลงตลก คำเมือง เมียถามมือถือ - วิทูรย์ ใจพรหม เพลงตลกที่มีเรื่องตลก ขำ ขำให้ ตลก ฮา ๆ
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
การศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์และเสียงหัวเราะ
ปัจจุบันนี้ มีศาสตร์ที่ชื่อว่า “Gelotology” ศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์และเสียงหัวเราะ ที่ส่งผลต่อสรีระกาย และจิตใจของมนุษย์ นักประสาทสรีระวิทยาสมัยใหม่ เชื่อว่าการหัวเราะเกิดจาการกระตุ้นของสมองในส่วน Ventromedical prefrontal cortex ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตสารแห่งความสุข หรือที่รู้จักกันในนามว่า “สารเอนโดฟินส์”( Endorphins ) โดยสารนี้จะหลั่งออกมาภายหลังจากคนเราได้ทำกิจกรรมบางอย่าง อาทิ การกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ การมีเพศสัมพันธ์ การออกกำลังกายและการหัวเราะเมื่อฟังเรื่องตลกขบขัน ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบว่า limbic system ซึ่งเป็นสมองส่วนปฐมภูมิ ทำหน้าที่ควบคุมด้านอารมณ์ และมีหน้าที่พื้นฐานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการอยู่รอด โดยส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหัวเราะ คือ ส่วนของอมิดาลา( Amygdaia ) และฮิปโปแคมปัส ( Hyppocamppus ) สอดคล้องกับงานวิจัยของแชมมีและสตัส ( Shammi & Stuss,1999 ) ที่พบว่าผู้ที่มีปัญหาทางสมอง หรือโรคเส้นเลือดในสมอง ( Stroke or Brain damge ) จะมีความเสียหายทางสมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองส่วนของอารมณ์ทำให้การตอบสนองด้านอารมร์ขัน ( Humor ) ลดลง
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
จิตประสาทภูมิคุ้มกัน(Psychoneuroimmunology)
จิตประสาทภูมิคุ้มกัน(Psychoneuroimmunology)
เป็นการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของจิตที่มีต่อกาย พบว่า ร่างกายจะมีระบบการเยียวยาตัวเองได้ดี หากบุคคลนั้นมีทัศนคติ ความคิด อารมณ์ในทางบวก ในทางกลับกัน หากบุคคลเกิดอารมณ์ทางลบขึ้นมา จะส่งผลต่อระบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ของอารมณ์ทางลบที่เกิดขึ้นก็ตาม และยิ่งถ้าปล่อยอารมณ์ทางลบให้เกิดต่อเนื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน หรือสารเคมีในร่างกายก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้เช่นเดียวกัน
ในทางตรงกันข้าม หากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดความผิดปกติหรือเป็นโรคขึ้นมาย่อมส่งผล ต่ออารมณ์ด้วย อาทิ คนที่เป็นโรคมะเร็ง จะสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวล (McGhee. 2004: 13 - 15) สอดคล้องกับผลการวิจัยของคณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาด เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตส์ สหรัฐอเมริกา ทำการศึกษาสุขภาพของชายวัยกลางคน 670 คน อายุระหว่าง 45 – 86 ปี มีอายุเฉลี่ยประมาณ 62 ปี ตั้งแต่ปี 2529 โดยแพทย์ได้ทำการวัดระดับของอารมณ์ความเกลียดชัง และวัดกำลังของปอด ด้วยการวัดปริมาณของอากาศที่ถูกขับออกมาในแต่ละวินาที ทุกๆ 8.2 ปี โดยรวมประมาณ 3 ครั้งด้วยกัน
ผลการวิจัยพบว่า อารมณ์โมโหจะส่งผลต่อการทำงานของปอด ผู้มีความเกลียดชังหรือโมโหมาก การทำงานของปอดจะลดลงมากกว่าอาสาสมัครคนอื่นๆที่อารมณ์ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง หรือมองโลกในแง่ดีมากกว่าโดยทุกๆระดับอารมณ์ที่ฉุนเฉียวมากขึ้น จะทำให้อากาศที่ขับออกมาจากปอดน้อยลง 9 มิลลิลิตร ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการสำรวจพบว่า อารมณ์เกลียดชังและโมโหมีผลเกี่ยวเนื่องกับการเกิดโรคหัวใจ โรคหืดหอบ ความดันโลหิตสูงและโรคอื่นๆอีกมาก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการพบสาเหตุที่แน่ชัดที่ทำให้เกิดโรค โดยทฤษฎีหนึ่งระบุว่า การโมโหหรือการเกลียดชังจะส่งผลกับกระบวนการการผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในตัวคนมีปัญหาทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ส่งผลให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย
http://www.laughtersiam.org
เป็นการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของจิตที่มีต่อกาย พบว่า ร่างกายจะมีระบบการเยียวยาตัวเองได้ดี หากบุคคลนั้นมีทัศนคติ ความคิด อารมณ์ในทางบวก ในทางกลับกัน หากบุคคลเกิดอารมณ์ทางลบขึ้นมา จะส่งผลต่อระบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ของอารมณ์ทางลบที่เกิดขึ้นก็ตาม และยิ่งถ้าปล่อยอารมณ์ทางลบให้เกิดต่อเนื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน หรือสารเคมีในร่างกายก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้เช่นเดียวกัน
ในทางตรงกันข้าม หากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดความผิดปกติหรือเป็นโรคขึ้นมาย่อมส่งผล ต่ออารมณ์ด้วย อาทิ คนที่เป็นโรคมะเร็ง จะสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวล (McGhee. 2004: 13 - 15) สอดคล้องกับผลการวิจัยของคณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาด เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตส์ สหรัฐอเมริกา ทำการศึกษาสุขภาพของชายวัยกลางคน 670 คน อายุระหว่าง 45 – 86 ปี มีอายุเฉลี่ยประมาณ 62 ปี ตั้งแต่ปี 2529 โดยแพทย์ได้ทำการวัดระดับของอารมณ์ความเกลียดชัง และวัดกำลังของปอด ด้วยการวัดปริมาณของอากาศที่ถูกขับออกมาในแต่ละวินาที ทุกๆ 8.2 ปี โดยรวมประมาณ 3 ครั้งด้วยกัน
ผลการวิจัยพบว่า อารมณ์โมโหจะส่งผลต่อการทำงานของปอด ผู้มีความเกลียดชังหรือโมโหมาก การทำงานของปอดจะลดลงมากกว่าอาสาสมัครคนอื่นๆที่อารมณ์ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง หรือมองโลกในแง่ดีมากกว่าโดยทุกๆระดับอารมณ์ที่ฉุนเฉียวมากขึ้น จะทำให้อากาศที่ขับออกมาจากปอดน้อยลง 9 มิลลิลิตร ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการสำรวจพบว่า อารมณ์เกลียดชังและโมโหมีผลเกี่ยวเนื่องกับการเกิดโรคหัวใจ โรคหืดหอบ ความดันโลหิตสูงและโรคอื่นๆอีกมาก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการพบสาเหตุที่แน่ชัดที่ทำให้เกิดโรค โดยทฤษฎีหนึ่งระบุว่า การโมโหหรือการเกลียดชังจะส่งผลกับกระบวนการการผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในตัวคนมีปัญหาทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ส่งผลให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย
http://www.laughtersiam.org
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
ในภาวะที่เครียด กล้ามเนื้อกายจะเกิดอาการตึงตัวเกร็ง ในญี่ปุ่นมีคำศัพท์ใหม่ว่า ” คาโรชิ ” ( Karoshi ) หมายถึง ความตายที่เกิดจากการทำงานหนัก ( Death from overwork ) เทคนิคการจัดการกับความเครียดไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การฝึกเกร็งเส้นประสาทกล้ามเนื้อกาย( Progressive Relation ) การใช้เครื่องไบโอฟิดแบค( Biofeedback) การฝึกลมหายใจ การฝึกสมาธิ การนวด ฯลฯ ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดความผ่อนคลาย เมื่อกล้ามเนื้อผ่อนคลายภาวะความตึงเครียดจะผ่อนคลายลงด้วย
อย่างไรก็ตาม วิธีการจัดการกับความเครียดที่กล่าวมาในข้างต้น จะใช้เวลาพอสมควรในการฝึก ซึ่งการเปล่งเสียงหัวเราะจะใช้เวลาน้อยกว่า และจะให้กล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลายได้ โดยเฉพาะหากเสียงหัวเราะนั้นเปล่งออกมาจากท้องได้ ปาสกิน( Paskind. 1932: 23 - 628) ศึกษาวิจัยถึงผลของเสียงหัวเราะต่อกล้ามเนื้อกาย พบว่าการหัวเราะจากท้อง( Belly laughter ) ช่วยให้เกิดการผ่อนคลายได้อย่างเป็นธรรมชาติ McGhee ได้ทดลองให้กลุ่มตัวอย่างหัวเราะจากท้องครึ่งนาที และสอบถามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คำตอบที่ผู้เข้าฝึกตอบมากที่สุดคือ “ รู้สึกผ่อนคลายทั่วร่างกาย”
อย่างไรก็ตาม วิธีการจัดการกับความเครียดที่กล่าวมาในข้างต้น จะใช้เวลาพอสมควรในการฝึก ซึ่งการเปล่งเสียงหัวเราะจะใช้เวลาน้อยกว่า และจะให้กล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลายได้ โดยเฉพาะหากเสียงหัวเราะนั้นเปล่งออกมาจากท้องได้ ปาสกิน( Paskind. 1932: 23 - 628) ศึกษาวิจัยถึงผลของเสียงหัวเราะต่อกล้ามเนื้อกาย พบว่าการหัวเราะจากท้อง( Belly laughter ) ช่วยให้เกิดการผ่อนคลายได้อย่างเป็นธรรมชาติ McGhee ได้ทดลองให้กลุ่มตัวอย่างหัวเราะจากท้องครึ่งนาที และสอบถามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คำตอบที่ผู้เข้าฝึกตอบมากที่สุดคือ “ รู้สึกผ่อนคลายทั่วร่างกาย”
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
ลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียด
ภายใต้ภาวะความเครียด ฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดความเปลี่ยนแปลงให้เกิดการตอบสนองแบบ “สู้” หรือ “หนี” ( Fight or Flight ) แม้ช่วงแรกจะไม่เห็นความชัดเจนที่ปรากฏออกมาให้เห็น แต่ภายนอกร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงและพร้อมตอบสนองแบบ “สู้ หรือ หนี” หากถูกกระตุ้นในสภาวะที่กดดัน และหากความเครียดสะสมนานวันเข้า ก็จะปรากฏอาการออกทางกายกลายเป็นอาการหรือโรคต่างๆได้
ในงานวิจัย เกี่ยวกับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและอารมณ์ขัน กล่าวว่า การหัวเราะจะช่วยลดฮอร์โมนอย่างน้อย 4 ตัว ที่ผลิตออกมาจากต่อมไร้ท่อ ที่สัมพันธ์กับการตอบสนองต่อความเครียด คือ Epinephrine, cortisol , dopac และ Growth hormone
ในงานวิจัย เกี่ยวกับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและอารมณ์ขัน กล่าวว่า การหัวเราะจะช่วยลดฮอร์โมนอย่างน้อย 4 ตัว ที่ผลิตออกมาจากต่อมไร้ท่อ ที่สัมพันธ์กับการตอบสนองต่อความเครียด คือ Epinephrine, cortisol , dopac และ Growth hormone
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย (Immune System Enhancement)
ในร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกัน (Atibody) หลายชนิด ความเครียดส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง ภูมิคุ้มกันสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวเราะได้แก่ Immunoglobulin A,M,G (IgA,IgM,IgG) B cells, Natural killer cells, T – Cells, Gamma Interferon.
ดร.สตีฟ ซัลทานอฟ (Steve Sultanoff,Phd.) ประทานสมาคมการบำบัดด้วยอารมณ์ขันของสหรัฐอเมริกา (America Association for Therapeutin Humor) ให้คำอธิบายไว้ว่า เมวื่อคนหัวเราะจากใจข้างในจริงๆ จะทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ที่จะหลั่งออกมาภายใต้ภาวะความเครียดนั้นหลั่งน้อยลง และยังทำให้ร่างกายผลิตภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ทนต่อความเจ็บปวดได้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้เส้นโลหิตแดงแข็งแรงขึ้น ช่วยป้องกันโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นเลือดได้ เช่น โรคอับเสบที่คอ (Argina) โรคหัวใจ(Heart Attacks) โรคเส้นเลือดในสมอง (Strokes) โดยงานวิจัยของเขาชี้ให้เห็นว่า อารมณ์ทางลง ลบ เช่น โกรธจัด หรือ ฉุนเฉียว เครียดแค้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจสูง ส่วนผู้ที่มีความวิตกกังวล เครียดง่าย จะส่งผลต่อภาวะความอุดตันของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อหัวใจ (Coronary Arteries) และผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าเรื้อรังมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจถึง 2 เท่า
ดร.สตีฟ ซัลทานอฟ (Steve Sultanoff,Phd.) ประทานสมาคมการบำบัดด้วยอารมณ์ขันของสหรัฐอเมริกา (America Association for Therapeutin Humor) ให้คำอธิบายไว้ว่า เมวื่อคนหัวเราะจากใจข้างในจริงๆ จะทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ที่จะหลั่งออกมาภายใต้ภาวะความเครียดนั้นหลั่งน้อยลง และยังทำให้ร่างกายผลิตภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ทนต่อความเจ็บปวดได้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้เส้นโลหิตแดงแข็งแรงขึ้น ช่วยป้องกันโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นเลือดได้ เช่น โรคอับเสบที่คอ (Argina) โรคหัวใจ(Heart Attacks) โรคเส้นเลือดในสมอง (Strokes) โดยงานวิจัยของเขาชี้ให้เห็นว่า อารมณ์ทางลง ลบ เช่น โกรธจัด หรือ ฉุนเฉียว เครียดแค้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจสูง ส่วนผู้ที่มีความวิตกกังวล เครียดง่าย จะส่งผลต่อภาวะความอุดตันของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อหัวใจ (Coronary Arteries) และผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าเรื้อรังมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจถึง 2 เท่า
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
ระบบหัวใจ (Breathing)
ในระหว่างที่หัวเราะร่างกายมีการหายใจเข้า กลั้นหายใจ และหัวเราะ (หายใจออกยาวๆ )ทำให้ร่ายกายเกิดการเปลี่ยนถ่ายออกซิเจนฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงจึงทำให้ เซลล์ประสาท หัวใจ ปอดคอ แข็งแรงขึ้น นอกจากนี้การหัวเราะยังช่วยบริหารร่างกายให้เกิดความร้อน และ การเผาผลาญพลังงานสูง ช่วยฆ่าเชื้อโรค และป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ทั้งไข้หวัด ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส กรน ความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคปอด
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย (Digestion and Gastrointestinal)
การหัวเราะบำบัดช่วยให้อวัยวะส่วนท้อง อาทิ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ตับ ไต ไส้ กระเพาะ มีการเคลื่อนไหว เกิดการบริหารกระเพาะและลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายทำงานดีขึ้นป้องกันโรคอ้วน โรคบูลิเมีย ( (Bulimia) โรคที่กินอาหารเข้าไปแล้วรู้สึกผิด จนบางครั้งต้องกินยาถ่ายหรืออาเจียนออก) หน้าท้องหย่อน ท้องป่อง โรคเบื่ออาหาร กินไม่ลง ท้องผูก ท้องเสีย โรคกระเพาะ โรคลำไส้ เป็นต้น
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulation and Cardio-vascular system)
การหัวเราะบำบัดเป็นการออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกายทำให้อวัยวะต่างๆทำงาน ได้ เคลื่อนไหวเป็นจังหวะเร็วบ้าง ช้าบ้าง หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้มากขึ้น หัวใจทำงานเป็นระบบขึ้น ป้องกันอาการเวียนศีรษะ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เหนื่อยง่าย เหนื่อยเร็ว เจ็บแน่นหน้าอก โรคขาดเลือด เส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคหัวใจ ตลอดจนอาการใจสั่น เสียงสั่น ตัวสั่น ตื่นตระหนก และประหม่าง่าย
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
ระบบพักผ่อนและผิวพรรณ (Rest and Skin system)
การหัวเราะบำบัดช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้เส้นประสาท กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้ายืดหยุ่น ไม่ตึงหรือเกร็ง ทำให้ร่างกายเกิดการพักผ่อน นอนหลับสนิท ผิวพรรณดี ไม่เหี่ยวย่น และไม่เป็นโรคทางผิวหนัง ช่วยให้ร่างกายและจิตใจเกิดความสงบ และมีสมาธิมากขึ้น
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
ระบบเจริญพันธุ์ (Reproduction)
การหัวเราะบำบัดทำให้ร่างกายทุกส่วนขยับขับเคลื่อน ส่งผลต่อการทำงานของสมองส่วนนอก ส่วนกลาง และส่วนใน ให้ทำงานดีขึ้น เป็นระบบขึ้น ทำให้สมองคิดแง่ดี มองโรคแง่บวก อารมณ์ดี พัฒนาอารมณ์รัก และการมีเพศสัมพันธ์ และช่วยป้องกันอาการไร้อารมณ์ หงอยเหงา โดดเดี่ยว ไม่อยากเข้าสังคม การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และการเข้าสังคม
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
ระบบทำงานของต่อมไรท่อ (Endocrine)
การหัวเราะบำบัดช่วยให้เซลล์ประสาททุกส่วนได้ขยับ ทำให้ระบบต่อมไร้ท่อทำงานเป็นปกติ ช่วยให้ร่างกายหลังสารเอนโดฟิน ทำให้อารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน มีความคิดดีและสร้างสรรค์และช่วยป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ป้องกันโรคเบาหวาน ความดัน ดูอ่อนเยาว์ ไม่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ลดอาการเครียด และความเจ็บปวดต่างๆ
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
สัญชาติญาณการอยู่รอด (Survival instinct)
การหัวเราะบำบัดทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวคล่องแคล่วแข็งแรง ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาท กระดูก กล้ามเนื้อ ร่างกายทำงานเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคไขข้อ โรคกระดูกต่างๆ ทั้งกระดูกพรุน ปวดหลัง ปวดเอว อ่อนเปลี้ยเพลียแรง โรคซึมเศร้า นอกจากนี้ยังช่วยทำลายสารอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
หัวเราะมีประโยชน์กับเด็ก
ในเชิงทฤษฎี การหัวเราะกระตุ้นให้เกิดการหลั่ง "ฮอร์โมนโดพามีน" ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ การเคลื่อนไหว และความจํา ที่สําคัญคือ เป็นฮอร์โมนที่ลดความเครียด เมื่อความเครียดลดลง ระดับของฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หากมีมากเกินไปอาจทําให้เกิดโรค จะปรับลงมาอยู่ในระดับที่สมดุล นอกจากนี้การหัวเราะยังทําให้เราหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองได้มาก ยังผลให้พัฒนาการทางสมองดี ที่สําคัญการหัวเราะยังทําให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันเลือดลดลง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่เราควรหัวเราะกันให้มากขึ้น และไม่ลืมกระตุ้นลูกหลานให้หัวเราะไปกับเราด้วย
ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนําว่า ผู้ใหญ่ควรหัวเราะให้ได้ 17 ครั้งต่อวัน ส่วนเด็กๆ ถ้าได้หัวเราะ 400 ครั้งต่อวันจะทําให้มีสุขภาพดี ฟังอย่างนี้แล้ว อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องยาก
ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนําว่า ผู้ใหญ่ควรหัวเราะให้ได้ 17 ครั้งต่อวัน ส่วนเด็กๆ ถ้าได้หัวเราะ 400 ครั้งต่อวันจะทําให้มีสุขภาพดี ฟังอย่างนี้แล้ว อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องยาก
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
หัวเราะลดน้ำหนัก
นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแวน-เดอบิลต์ (Van-Derbilt) รัฐเทนเนสซี (Tennessee) สหรัฐอเมริกา ศึกษาพบวิธีการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพอีกวิธีหนึ่ง คือ การหัวเราะ โดยจากการคำนวณพบว่าหากหัวเราะ 15 นาทีต่อวัน ใน 1 ปีจะสามารถกำจัดไขมันออกจากร่างกายได้ถึง 2.25 กิโลกรัม และหากใช้แรงในการหัวเราะมากจะใช้พลังงานเท่ากับการเดินเป็นระยะทางไกล 800 เมตร โดยผลการคำนวณดังกล่าวมาจากการทดสอบอาสาสมัครชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปี โดยให้นั่งดูโทรทัศน์ที่มีรายการสารคดีที่มีเนื้อหาหนักเกี่ยวกับธรรมชาติ ของชนบทในอังกฤษประมาณ 30 นาที จากนั้นจึงเปิดรายการตลกให้ชมอีก 55 นาที พบว่าอาสาสมัครต้องใช้พลังงานกับการหัวเราะมากยิ่งกว่าการพักผ่อนอยู่เฉย ๆ ประมาณร้อยละ 10-20
สยามจดหมายเหตุ
สยามจดหมายเหตุ
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
การหัวเราะส่งผลดีต่อเส้นเลือด
การหัวเราะจะทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นได้จริงหรือ แม้ฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่บรรดาแพทย์มีหลักฐานยืนยันความคิดนี้ จากการศึกษาพบว่าการฟังเรื่องขำขันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเส้น เลือดได้
ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ระบุว่า ความเครียดมีผลต่อสุขภาพของหลอดเลือด เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลินและนอร์อะดรีนาลิน ซึ่งส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว ทำให้ความดันเลือดเพิ่มขึ้น หากขาดการรักษา ความดันเลือดสูงสามารถนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวายได้ แพทย์จึงแนะนำผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวให้หาเวลาพักผ่อนระหว่างเวลาทำงาน และหากิจกรรมลดความเครียดบ้าง
ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ระบุว่า ความเครียดมีผลต่อสุขภาพของหลอดเลือด เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลินและนอร์อะดรีนาลิน ซึ่งส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว ทำให้ความดันเลือดเพิ่มขึ้น หากขาดการรักษา ความดันเลือดสูงสามารถนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวายได้ แพทย์จึงแนะนำผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวให้หาเวลาพักผ่อนระหว่างเวลาทำงาน และหากิจกรรมลดความเครียดบ้าง
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
การหัวเราะ มีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ
การศึกษาเบื้องต้นในปี ค.ศ. 2000 โดย Michael Miller ผู้อำนวยการด้านการป้องกันโรคและความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจแห่ง University of Maryland Medical Center ในบัลติมอร์ ระบุว่า การหัวเราะมีผลดีต่อหัวใจ ในการศึกษาครั้งนั้น เขาและคณะได้สัมภาษณ์ผู้ป่วยโรคหัวใจที่เคยมีอาการหัวใจวายหรือผู้ป่วยโรค หลอดเลือดหัวใจอุดตัน และพบว่า ผู้ป่วยเหล่านี้หัวเราะน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ
หลังจากการศึกษาในปีค.ศ. 2000 เขาได้ศึกษาลึกลงไปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอารมณ์ขันกับการมีสุขภาพหัวใจ ที่ดี ในการวิจัยครั้งใหม่นี้ Miller และคณะ ใช้เครื่อง ultrasonic วัดเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือดแดงที่แขน (brachial artery) ซึ่งเป็นหลอดเลือดใหญ่ที่ลำเลียงเลือดผ่านจากไหล่ไปเอว
คณะวิจัยได้ให้อาสาสมัคร ซึ่งเป็นชาย 10 คน และหญิง 10 คน อายุเฉลี่ยประมาณ 33 ปี และเป็นผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ดูฉากสู้รบในสงครามโลกครั้งที่สองจากหนังเรื่อง Saving Private Ryan และให้ดูฉากตลกน่ารักจากหนังเรื่อง King Pin และ There''s Something about Mary อย่างละ 15 นาที โดยหนังต่างอารมณ์นี้ ให้ดูห่างกัน 48 ชั่วโมง และวัดเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือดแดงที่แขน ก่อนและหลังดูหนัง เพื่อดูว่าหลอดเลือดที่หดตัวจะใช้เวลากลับคืนสู่สภาพเดิมได้เร็วแค่ไหน โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่า หลอดเลือดหัวใจที่มีสุขภาพดี หลอดเลือดจะขยายตัวทันทีหลังจากหดตัว
ผลการวิจัยพบว่า ไม่พบความแตกต่างใดๆ เกิดขึ้น ก่อนการดูหนัง แต่หลังจากดูหนังตลก อาสาสมัคร 19 ใน 20 คน มีหลอดเลือดขยายตัวเร็วขึ้น 22 เปอร์เซ็นต์ หลังจากหัวเราะ และอาสาสมัคร 14 ใน 20 คน มีหลอดเลือดขยายตัวช้ากว่าปกติ 35 เปอร์เซ็นต์ หลังจากดูหนังที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเครียด “การหัวเราะส่งผลดีมากเกินกว่าที่เราจะคาดคิด เราคิดว่าการหัวเราะจะส่งผลดีกว่าปกตินิดหน่อยแต่ที่จริงแล้วมันส่งผลที่ดี มาก” Miller กล่าวในงานประชุมของ American College of Cardiology ที่เมืองออร์ลันโดในฟลอริดา เขายังกล่าวอีกว่าได้แนะนำผู้ป่วยให้ดูหนังตลกอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม Miller และคณะยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าการหัวเราะช่วยในการทำงานของหลอดเลือดได้ อย่างไร พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่า การหัวเราะทำให้เกิดการหลั่งไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ทำให้ผนังชั้นในของหลอดเลือด (Endothelium) คลายตัว ส่งผลให้ เกิดการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ผนังชั้นในของหลอดเลือดนี้ มีผลต่อการทำงานของหลอดเลือดอย่างมาก ความผิดปกติใดๆ ที่เกิดจากผนังชั้นในของหลอดเลือด เป็นสัญญาณขั้นต้นที่บอกถึงปัญหาหลอดเลือดหัวใจที่จะตามมา
ความเป็นไปได้อีกอย่าง เกี่ยวกับการหลั่งเอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากการออกกำลังกาย ซึ่งฮอร์โมนนี้ สามารถช่วยซ่อมแซมหลอดเลือดได้
อย่างไรก็ดี Ian Megson ผู้เชี่ยวชาญด้านหลอดเลือดจาก University of Edinburgh กล่าวว่า ความเป็นไปได้ว่าการหัวเราะจะเกี่ยวข้องกับไนตริกออกไซด์หรือไม่นั้น ต้องศึกษากันต่อไปเพราะไนตริกออกไซด์ หลั่งออกมาเฉพาะบางที่ในผนังชั้นในของหลอดเลือดจึงเป็นการยากที่จะทำให้ผนัง ชั้นในของหลอดเลือดทั้งหมดคลายตัว จนกว่าคำตอบเหล่านี้จะได้รับการพิสูจน์ Miller ยังคงแนะนำให้ใช้การหัวเราะเป็นยารักษาโรค เนื่องจากมันไม่มีข้อเสียใดๆ นั่นเอง
ข้อมูลจาก
http://www.nature.com/news/2005/050307/full/050307-4.html
หลังจากการศึกษาในปีค.ศ. 2000 เขาได้ศึกษาลึกลงไปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอารมณ์ขันกับการมีสุขภาพหัวใจ ที่ดี ในการวิจัยครั้งใหม่นี้ Miller และคณะ ใช้เครื่อง ultrasonic วัดเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือดแดงที่แขน (brachial artery) ซึ่งเป็นหลอดเลือดใหญ่ที่ลำเลียงเลือดผ่านจากไหล่ไปเอว
คณะวิจัยได้ให้อาสาสมัคร ซึ่งเป็นชาย 10 คน และหญิง 10 คน อายุเฉลี่ยประมาณ 33 ปี และเป็นผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ดูฉากสู้รบในสงครามโลกครั้งที่สองจากหนังเรื่อง Saving Private Ryan และให้ดูฉากตลกน่ารักจากหนังเรื่อง King Pin และ There''s Something about Mary อย่างละ 15 นาที โดยหนังต่างอารมณ์นี้ ให้ดูห่างกัน 48 ชั่วโมง และวัดเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือดแดงที่แขน ก่อนและหลังดูหนัง เพื่อดูว่าหลอดเลือดที่หดตัวจะใช้เวลากลับคืนสู่สภาพเดิมได้เร็วแค่ไหน โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่า หลอดเลือดหัวใจที่มีสุขภาพดี หลอดเลือดจะขยายตัวทันทีหลังจากหดตัว
ผลการวิจัยพบว่า ไม่พบความแตกต่างใดๆ เกิดขึ้น ก่อนการดูหนัง แต่หลังจากดูหนังตลก อาสาสมัคร 19 ใน 20 คน มีหลอดเลือดขยายตัวเร็วขึ้น 22 เปอร์เซ็นต์ หลังจากหัวเราะ และอาสาสมัคร 14 ใน 20 คน มีหลอดเลือดขยายตัวช้ากว่าปกติ 35 เปอร์เซ็นต์ หลังจากดูหนังที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเครียด “การหัวเราะส่งผลดีมากเกินกว่าที่เราจะคาดคิด เราคิดว่าการหัวเราะจะส่งผลดีกว่าปกตินิดหน่อยแต่ที่จริงแล้วมันส่งผลที่ดี มาก” Miller กล่าวในงานประชุมของ American College of Cardiology ที่เมืองออร์ลันโดในฟลอริดา เขายังกล่าวอีกว่าได้แนะนำผู้ป่วยให้ดูหนังตลกอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม Miller และคณะยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าการหัวเราะช่วยในการทำงานของหลอดเลือดได้ อย่างไร พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่า การหัวเราะทำให้เกิดการหลั่งไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ทำให้ผนังชั้นในของหลอดเลือด (Endothelium) คลายตัว ส่งผลให้ เกิดการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ผนังชั้นในของหลอดเลือดนี้ มีผลต่อการทำงานของหลอดเลือดอย่างมาก ความผิดปกติใดๆ ที่เกิดจากผนังชั้นในของหลอดเลือด เป็นสัญญาณขั้นต้นที่บอกถึงปัญหาหลอดเลือดหัวใจที่จะตามมา
ความเป็นไปได้อีกอย่าง เกี่ยวกับการหลั่งเอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากการออกกำลังกาย ซึ่งฮอร์โมนนี้ สามารถช่วยซ่อมแซมหลอดเลือดได้
อย่างไรก็ดี Ian Megson ผู้เชี่ยวชาญด้านหลอดเลือดจาก University of Edinburgh กล่าวว่า ความเป็นไปได้ว่าการหัวเราะจะเกี่ยวข้องกับไนตริกออกไซด์หรือไม่นั้น ต้องศึกษากันต่อไปเพราะไนตริกออกไซด์ หลั่งออกมาเฉพาะบางที่ในผนังชั้นในของหลอดเลือดจึงเป็นการยากที่จะทำให้ผนัง ชั้นในของหลอดเลือดทั้งหมดคลายตัว จนกว่าคำตอบเหล่านี้จะได้รับการพิสูจน์ Miller ยังคงแนะนำให้ใช้การหัวเราะเป็นยารักษาโรค เนื่องจากมันไม่มีข้อเสียใดๆ นั่นเอง
ข้อมูลจาก
http://www.nature.com/news/2005/050307/full/050307-4.html
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
การบำบัดด้วยเสียงหัวเราะ
การบำบัดด้วยเสียงหัวเราะ เริ่มมีการนำใช้มากขึ้นในการแพทย์สาธารณสุข จนมีคำกล่าวที่ว่า “ เสียงหัวเราะ คือ ยาอายุวัฒนะ “ (Laugh is the best medicine) ปัจจุบันศาสตร์แห่งการหัวเราะนั้น ได้รับการจัดเป็นหนึ่งในทางเลือกของสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health Care) ในทั่วทุกมุมโลก ในการบำบัด ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูผู้ป่วย ทั้งผู้ป่วยทางกายและผู้ป่วยทางจิตใจ อาทิ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มะเร็งชนิดต่างๆ โรคนอนไม่หลับ โรคความดัน โรคท้องผูก โรคเครียด โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจชนิดต่างๆ โรคกระเพาะอาหาร โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ฯลฯ
จากข้อมูลของ MedLine Search พบว่าปัจจุบัน ประเทศที่มีการจัดโปรแกรมการฝึกหัวเราะ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อินเดีย แคนนาดา เนเธอแลนด์ ออสเตรีย เยอรมัน (MacDonald.2004:18) ส่วนประเทศอื่นๆในแถบเอเชีย ได้แก่ มาเลเซีย สิงค์โปร์ ฮ่องกง และประเทศไทย
จากข้อมูลของ MedLine Search พบว่าปัจจุบัน ประเทศที่มีการจัดโปรแกรมการฝึกหัวเราะ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อินเดีย แคนนาดา เนเธอแลนด์ ออสเตรีย เยอรมัน (MacDonald.2004:18) ส่วนประเทศอื่นๆในแถบเอเชีย ได้แก่ มาเลเซีย สิงค์โปร์ ฮ่องกง และประเทศไทย
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
ประเภทของการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะ
ในปัจจุบัน การบำบัดด้วยเสียงหัวเราะ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มคือ
1. อารมณ์ขันบำบัด ( Humor Therapy )
โดยจะอาศัยอุปกรณ์และเครื่องมือเข้ามาช่วยกระตุ้นให้ผู้เข้ารับการฝึกเกิด อารมณ์ขันหรือเสียงหัวเราะขัน ได้แก่ หนังสือตลก การแสดงตลก ภาพยนตร์ตลก หรือการเล่าขำขัน การบำบัดแบบนี้ จะทำโดยผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ชำนาญการ จุดอ่อนของการบำบัดในรูปแบบนี้ คือ หากทำเป็นกลุ่ม การจัดหาเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการฝึกเพื่อให้ทุกคนใน กลุ่มตอบสนองต่ออารมณ์ขันได้เหมือนกัน จะทำได้ยาก เพราะความชอบของแต่ละคนในการเลือกฟัง หรือการตีความจากสื่อที่กระตุ้นให้ เกิดอารมณ์ขันนั้นต่างกัน และผู้นำกลุ่มต้องพึงระวังว่า การหัวเราะของตนนั้น ต้องเป็นการหัวเราะร่วมกันไปกับกลุ่ม ( laugh with ) ไม่ใช่การหัวเราะเยาะ ( laugh at ) เพราะนำไปสู่การเข้าใจผิดได้ ในผู้รับการฝึกบางคน บางคนอาจมีอารมณ์ขัน แต่ไม่หัวเราะออกมา นั่นหมายถึง ทุกครั้งที่มีอารมณ์ขันไม่ได้หมายความว่า ต้องเปล่งเสียงหัวเราะเสมอไป บุคคลสามารถยับยั้งการหัวเราะได้โดยผ่านเส้น ทาง pyramidal มาควบคุมที่ระดับ limbic และ brainstem
2. การบำบัดด้วยนักแสดงตลก ( Clown Therapy )
ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มีการจ้างนักแสดงตลกมาแสดงตลกให้ดู ในรูปแบบของการแสดงดนตรี การแสดงมายากล การทำสีหน้าท่าทางตลกออกมาก เพื่อสร้างเสียงหัวเราะรอยยิ้มอารมณ์ขันแก่คนไข้ ญาติ ผู้มาติดต่อ ในเด็กเล็ก การบำบัดด้วยนักแสดงตลกจะทำให้ความกลัวลดลง เบนความสนใจ และลดความตึงเครียด ลดอาการเจ็บปวด และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เพิ่ม มากขึ้น การบำบัดด้วยวิธีนี้ สามารถทำได้ในหลายชุมชน
3. การหัวเราะบำบัด (Laughter Therapy)
โดยทั่วไป การเกิดเสียงหัวเราะ เกิดจากการถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภาย นอก เช่น มีคนทำตลกให้ดู การนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก การฟังเรื่องขำ แต่มีคนบางประเภทหรือมีคนบางกลุ่ม แม้จะมีตัวกระตุ้นจากภายนอก ก็ไม่อาจทำ ให้หัวเราะได้ ได้แก่ ผู้ที่มีความจริงจัง อยู่ในภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า ฯลฯ การหัวเราะบำบัดจึงเป็นการสอน และฝึกวิธีการหัวเราะ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ เห็นความสำคัญของการสร้างสัมพันธภาพ และการให้กำลังใจ
4. การหัวเราะร่วมกับสมาธิ ( Laughter Meditation )
ผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มนี้ มักจะต้องมีพื้นฐานของการทำสมาธิด้วย การหัวเราะประเภทนี้จะให้บุคคลอยู่กับการทำสมาธิในช่วงเวลาหนึ่ง โดยมีขั้นตอนหลักอยู่ 3 ขั้น คือ การยืดกล้ามเนื้อ การหัวเราะ หรือการร้องไห้ และการเงียบสักครู่เพื่อทำสมาธิ ในขั้นตอนแรก บุคคลจะยืดกล้ามเนื้อกายในทุกส่วนของร่างกาย โดยยังไม่มีการหัวเราะ ขั้นตอนที่สอง เริ่มด้วยการยิ้มและค่อยๆ หัวเราะออกจากท้อง หรือร้องไห้ก็ได้แล้วแต่ ขั้นสุดท้าย จะให้บุคคลหยุดการ หัวเราะหรือร้องไห้ โดยทันทีทันใด และให้หลับตาหายใจเข้าออกโดยไม่ต้องเปล่งเสียง และมีสมาธิอยู่ที่ลมหายใจสักครู่ กระบวนการทั้งหมด 3 ขั้นตอน จะใช้เวลา 15 นาที สำหรับผู้ที่ไม่เคยฝึกมาก่อน ในครั้งแรกๆ อาจจะรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมชาตินัก แต่จะค่อยๆดีขึ้นเมื่อฝึกต่อไป
5. หัวเราะแบบโยคะ ( Laughter Yoga )
การฝึกหัวเราะในแบบนี้จะทำควบคู่ไปกับการหายใจ การยืดกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็น หลักการพื้นฐานของการฝึกโยคะ ระยะเวลาที่ใช้ฝึกประมาณ 30 – 45 นาที โดยผู้นำฝึกจะต้องได้รับการฝึกเป็นอย่างดีมาก่อน การฝึกหัวเราะแบบนี้ถือได้ ว่าเป็นการบำบัดเชิงป้องกัน สามารถทำได้เป็นกลุ่มหรือตั้งเป็นชมรมขึ้นเพื่อ ฝึก ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยใดๆ ในการฝึกการหัวเราะแบบโยคะนี้ คล้ายกับ การฝึกอาสนโยคะ ผู้รับการฝึกบางคน อาจรู้สึกฝืนหรือหัวเราะไม่เป็นธรรมชาติบ้าง เพราะในการฝึกโยคะรูปแบบนี้จะมีรูปแบบโครงสร้างของท่าทางอยู่
1. อารมณ์ขันบำบัด ( Humor Therapy )
โดยจะอาศัยอุปกรณ์และเครื่องมือเข้ามาช่วยกระตุ้นให้ผู้เข้ารับการฝึกเกิด อารมณ์ขันหรือเสียงหัวเราะขัน ได้แก่ หนังสือตลก การแสดงตลก ภาพยนตร์ตลก หรือการเล่าขำขัน การบำบัดแบบนี้ จะทำโดยผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ชำนาญการ จุดอ่อนของการบำบัดในรูปแบบนี้ คือ หากทำเป็นกลุ่ม การจัดหาเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการฝึกเพื่อให้ทุกคนใน กลุ่มตอบสนองต่ออารมณ์ขันได้เหมือนกัน จะทำได้ยาก เพราะความชอบของแต่ละคนในการเลือกฟัง หรือการตีความจากสื่อที่กระตุ้นให้ เกิดอารมณ์ขันนั้นต่างกัน และผู้นำกลุ่มต้องพึงระวังว่า การหัวเราะของตนนั้น ต้องเป็นการหัวเราะร่วมกันไปกับกลุ่ม ( laugh with ) ไม่ใช่การหัวเราะเยาะ ( laugh at ) เพราะนำไปสู่การเข้าใจผิดได้ ในผู้รับการฝึกบางคน บางคนอาจมีอารมณ์ขัน แต่ไม่หัวเราะออกมา นั่นหมายถึง ทุกครั้งที่มีอารมณ์ขันไม่ได้หมายความว่า ต้องเปล่งเสียงหัวเราะเสมอไป บุคคลสามารถยับยั้งการหัวเราะได้โดยผ่านเส้น ทาง pyramidal มาควบคุมที่ระดับ limbic และ brainstem
2. การบำบัดด้วยนักแสดงตลก ( Clown Therapy )
ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มีการจ้างนักแสดงตลกมาแสดงตลกให้ดู ในรูปแบบของการแสดงดนตรี การแสดงมายากล การทำสีหน้าท่าทางตลกออกมาก เพื่อสร้างเสียงหัวเราะรอยยิ้มอารมณ์ขันแก่คนไข้ ญาติ ผู้มาติดต่อ ในเด็กเล็ก การบำบัดด้วยนักแสดงตลกจะทำให้ความกลัวลดลง เบนความสนใจ และลดความตึงเครียด ลดอาการเจ็บปวด และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เพิ่ม มากขึ้น การบำบัดด้วยวิธีนี้ สามารถทำได้ในหลายชุมชน
3. การหัวเราะบำบัด (Laughter Therapy)
โดยทั่วไป การเกิดเสียงหัวเราะ เกิดจากการถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภาย นอก เช่น มีคนทำตลกให้ดู การนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก การฟังเรื่องขำ แต่มีคนบางประเภทหรือมีคนบางกลุ่ม แม้จะมีตัวกระตุ้นจากภายนอก ก็ไม่อาจทำ ให้หัวเราะได้ ได้แก่ ผู้ที่มีความจริงจัง อยู่ในภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า ฯลฯ การหัวเราะบำบัดจึงเป็นการสอน และฝึกวิธีการหัวเราะ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ เห็นความสำคัญของการสร้างสัมพันธภาพ และการให้กำลังใจ
4. การหัวเราะร่วมกับสมาธิ ( Laughter Meditation )
ผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มนี้ มักจะต้องมีพื้นฐานของการทำสมาธิด้วย การหัวเราะประเภทนี้จะให้บุคคลอยู่กับการทำสมาธิในช่วงเวลาหนึ่ง โดยมีขั้นตอนหลักอยู่ 3 ขั้น คือ การยืดกล้ามเนื้อ การหัวเราะ หรือการร้องไห้ และการเงียบสักครู่เพื่อทำสมาธิ ในขั้นตอนแรก บุคคลจะยืดกล้ามเนื้อกายในทุกส่วนของร่างกาย โดยยังไม่มีการหัวเราะ ขั้นตอนที่สอง เริ่มด้วยการยิ้มและค่อยๆ หัวเราะออกจากท้อง หรือร้องไห้ก็ได้แล้วแต่ ขั้นสุดท้าย จะให้บุคคลหยุดการ หัวเราะหรือร้องไห้ โดยทันทีทันใด และให้หลับตาหายใจเข้าออกโดยไม่ต้องเปล่งเสียง และมีสมาธิอยู่ที่ลมหายใจสักครู่ กระบวนการทั้งหมด 3 ขั้นตอน จะใช้เวลา 15 นาที สำหรับผู้ที่ไม่เคยฝึกมาก่อน ในครั้งแรกๆ อาจจะรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมชาตินัก แต่จะค่อยๆดีขึ้นเมื่อฝึกต่อไป
5. หัวเราะแบบโยคะ ( Laughter Yoga )
การฝึกหัวเราะในแบบนี้จะทำควบคู่ไปกับการหายใจ การยืดกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็น หลักการพื้นฐานของการฝึกโยคะ ระยะเวลาที่ใช้ฝึกประมาณ 30 – 45 นาที โดยผู้นำฝึกจะต้องได้รับการฝึกเป็นอย่างดีมาก่อน การฝึกหัวเราะแบบนี้ถือได้ ว่าเป็นการบำบัดเชิงป้องกัน สามารถทำได้เป็นกลุ่มหรือตั้งเป็นชมรมขึ้นเพื่อ ฝึก ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยใดๆ ในการฝึกการหัวเราะแบบโยคะนี้ คล้ายกับ การฝึกอาสนโยคะ ผู้รับการฝึกบางคน อาจรู้สึกฝืนหรือหัวเราะไม่เป็นธรรมชาติบ้าง เพราะในการฝึกโยคะรูปแบบนี้จะมีรูปแบบโครงสร้างของท่าทางอยู่
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
วิธีการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะในไทย
ในประเทศไทย ดร. วัลลภ ปิยะมโนธรรม สร้างวิธีการหัวเราะบำบัดขึ้น และนิยามการหัวเราะบำบัด ว่า การหัวเราะบำบัด คือ การออกกำลังกายในการขยับขับเคลื่อนภายในอวัยวะกายส่วนต่างๆ ให้เป็นจังหวะอย่างรู้สึก รู้ตัว โดยผู้หัวเราะจะคอยควบคุมเส้นประสาทสรีระกล้ามเนื้อกายตามอวัยวะส่วนต่างๆ ของตนเอง โดยเฉพาะส่วนหรือระบบการหายใจของตนเองให้ขยับขับเคลื่อนอย่างตั้งใจ เป็นลักษณะการควบคุมอวัยวะกายภายในของตนให้ขยับขับเคลื่อนอย่างรู้สึกตัวได้ เชิงรุกควบคุมตัวเองได้มากกว่าเชิงรับอย่างหัวเราะแบบธรรมชาติ เพื่อให้เส้นประสาทสรีระกายภายในร่างกายตัวเราเกิดความแข็งแกร่ง แข็งแรง และเป็นพลัง
โดยมีหลักการฝึกดังนี้
1. การอุ่นเครื่องเพื่อเตรียมพร้อมร่างกาย
2. การฝึกลมหายใจ
3. การเปล่งเสียงหัวเราะตามชุดของการออกเสียงหัวเราะในแต่ละส่วนต่างๆ ของร่างกาย
4. การหยุดฟังเสียงร่างกาย เพื่อให้เกิดสติรู้ตัว รับรู้ร่างกายอย่างเท่าทัน
โดยขั้นตอนที่ 1 – 4 จะเป็นขั้นตอนหลักของการฝึกในทุกๆครั้ง หลังจากนั้นจะเป็นการเลือกกระทำ เพื่อนำเสียงหัวเราะไปใช้ อาทิ การเปล่งเสียงหัวเราะอย่างเป็นเอกลักษณ์ของ ตัวเอง การสะกดจิตตนเองด้วยคำพูดด้านบวกในด้านต่างๆ การหัวเราะสร้าง สัมพันธ์ และสร้างภูมิคุ้มกันทางกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ ซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่า เป็นการฝึกหัวเราะบำบัดแบบสติรู้ตัว ( Laughter Awareness )
โดยมีหลักการฝึกดังนี้
1. การอุ่นเครื่องเพื่อเตรียมพร้อมร่างกาย
2. การฝึกลมหายใจ
3. การเปล่งเสียงหัวเราะตามชุดของการออกเสียงหัวเราะในแต่ละส่วนต่างๆ ของร่างกาย
4. การหยุดฟังเสียงร่างกาย เพื่อให้เกิดสติรู้ตัว รับรู้ร่างกายอย่างเท่าทัน
โดยขั้นตอนที่ 1 – 4 จะเป็นขั้นตอนหลักของการฝึกในทุกๆครั้ง หลังจากนั้นจะเป็นการเลือกกระทำ เพื่อนำเสียงหัวเราะไปใช้ อาทิ การเปล่งเสียงหัวเราะอย่างเป็นเอกลักษณ์ของ ตัวเอง การสะกดจิตตนเองด้วยคำพูดด้านบวกในด้านต่างๆ การหัวเราะสร้าง สัมพันธ์ และสร้างภูมิคุ้มกันทางกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ ซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่า เป็นการฝึกหัวเราะบำบัดแบบสติรู้ตัว ( Laughter Awareness )
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
เสียงหัวเราะ
เสียงหัวเราะ ถือเป็นเสียงที่เป็นสากลที่มวลมนุษย์โลกเปล่งออกมาภายใต้การทำงานของสมอง ส่วนอารมณ์ (Linbie system) เพื่อแสดงออกทางอารมณ์ในทางบวก ในทางที่เป็นมิตรเพื่อการผ่อนคลาย เพื่อการสร้างสัมพันธ์
การหัวเราะเป็นการแสดงออกของมนุษย์ที่มีภาวะอารมณ์ขัน และเป็นปฏิกิริยาต่อเรื่องขำขัน สิ่งที่น่าขันโดยแสดงออกเป็นการเปล่งเสียงพร้อมกับยิ้มยิ่งไปกว่านั้น อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะช่วยบำบัดทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ไม่ใช่เป็นการแก้ไขอาการของโรคเท่านั้นแต่ยังทำให้บุคคลมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขึ้นด้วย นักวิจัยเชื่อว่าเหตุผลของการหัวเราะของคนเราเกี่ยวพันกับการสร้างความ สัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยกัน โดยพบว่าบุคคลจะหัวเราะกับกลุ่มหรือท่ามกลางการสังคมมากกว่าอยู่คนเดียว โอกาสมากกว่าถึง 30 เท่า
งานวิจัยศึกษาพบว่า ในเด็กเล็ก มีเสียงหัวเราะ 200 - 400 ครั้งในหนึ่งวัน ในขณะที่ผู้ใหญ่นั้นหัวเราะเพียง 15 – 25 ครั้งต่อวันเท่านั้น ซึ่งเทียบสัดส่วนแล้ว มีความแตกต่างมากกว่ากันถึง 10 เท่าขึ้นไป มีข้อแนะนำสำหรับวัยผู้ใหญ่ว่าควรหัวเราะได้วันละประมาณ 15 ครั้ง ไม่เช่นนั้น จะเสี่ยงต่อการเกิดความอ่อนแอด้านภูมิต้านทานทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และ การปรับตัวได้กว่าคนที่หัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ และบ่อยครั้งได้ในแต่ละวัน
ในด้านสังคม เสียงหัวเราะ ทำให้บุคคลเกิดความผ่อนคลาย เป็นการปูพื้นฐานของการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี และก่อให้เกิดความมั่นใจในการเข้ากลุ่ม เกิดการสร้างบรรยากาศที่ดีให้เกิดขึ้นกับกลุ่ม ก่อให้เกิดความไว้วางใจ ผ่อนคลาย และถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกันได้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ เกิดเป็นความหวัง และพลังใจขึ้นใหม่ นอกจากนี้ เสียงหัวเราะ ยังใช้ในการปลดปล่อยความตึงเครียด หรืออารมณ์ที่คั่งค้างที่มีอยู่ภายในตัวบุคคลให้ละลายออก
http://www.laughtersiam.org
ศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์และเสียงหัวเราะ
จิตประสาทภูมิคุ้มกัน(Psychoneuroimmunology)
ประโยชน์ของการหัวเราะ
เมื่อคนเราหัวเราะ เสียงหัวเราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีชีวิตชีวาเท่านั้น ยังมีผลดีต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคม และทางจิตวิญญาณอีกด้วย (McGhee.2004:3-10 )
ประโยชน์ของการหัวเราะที่มีต่อร่างกาย ได้แก่
1. กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
2. ลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียด
3. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย (Immune System Enhancement)
4. ระบบหัวใจ (Breathing)
5. ระบบย่อยอาหารและขับถ่าย
6. ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulation and Cardio-vascular system)
7. ระบบพักผ่อนและผิวพรรณ (Rest and Skin system)
8. ระบบเจริญพันธุ์ (Reproduction)
9. ระบบทำงานของต่อมไรท่อ (Endocrine)
10. สัญชาติญาณการอยู่รอด (Survival instinct)
11 หัวเราะมีประโยชน์กับเด็ก
12 หัวเราะลดน้ำหนัก
13 การหัวเราะส่งผลดีต่อเส้นเลือด
14 การหัวเราะ มีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ
การบำบัดด้วยเสียงหัวเราะ
ประเภทของการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะ
วิธีการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะในไทย
การหัวเราะเป็นการแสดงออกของมนุษย์ที่มีภาวะอารมณ์ขัน และเป็นปฏิกิริยาต่อเรื่องขำขัน สิ่งที่น่าขันโดยแสดงออกเป็นการเปล่งเสียงพร้อมกับยิ้มยิ่งไปกว่านั้น อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะช่วยบำบัดทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ไม่ใช่เป็นการแก้ไขอาการของโรคเท่านั้นแต่ยังทำให้บุคคลมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขึ้นด้วย นักวิจัยเชื่อว่าเหตุผลของการหัวเราะของคนเราเกี่ยวพันกับการสร้างความ สัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยกัน โดยพบว่าบุคคลจะหัวเราะกับกลุ่มหรือท่ามกลางการสังคมมากกว่าอยู่คนเดียว โอกาสมากกว่าถึง 30 เท่า
งานวิจัยศึกษาพบว่า ในเด็กเล็ก มีเสียงหัวเราะ 200 - 400 ครั้งในหนึ่งวัน ในขณะที่ผู้ใหญ่นั้นหัวเราะเพียง 15 – 25 ครั้งต่อวันเท่านั้น ซึ่งเทียบสัดส่วนแล้ว มีความแตกต่างมากกว่ากันถึง 10 เท่าขึ้นไป มีข้อแนะนำสำหรับวัยผู้ใหญ่ว่าควรหัวเราะได้วันละประมาณ 15 ครั้ง ไม่เช่นนั้น จะเสี่ยงต่อการเกิดความอ่อนแอด้านภูมิต้านทานทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และ การปรับตัวได้กว่าคนที่หัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ และบ่อยครั้งได้ในแต่ละวัน
ในด้านสังคม เสียงหัวเราะ ทำให้บุคคลเกิดความผ่อนคลาย เป็นการปูพื้นฐานของการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี และก่อให้เกิดความมั่นใจในการเข้ากลุ่ม เกิดการสร้างบรรยากาศที่ดีให้เกิดขึ้นกับกลุ่ม ก่อให้เกิดความไว้วางใจ ผ่อนคลาย และถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกันได้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ เกิดเป็นความหวัง และพลังใจขึ้นใหม่ นอกจากนี้ เสียงหัวเราะ ยังใช้ในการปลดปล่อยความตึงเครียด หรืออารมณ์ที่คั่งค้างที่มีอยู่ภายในตัวบุคคลให้ละลายออก
http://www.laughtersiam.org
ศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์และเสียงหัวเราะ
จิตประสาทภูมิคุ้มกัน(Psychoneuroimmunology)
ประโยชน์ของการหัวเราะ
เมื่อคนเราหัวเราะ เสียงหัวเราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีชีวิตชีวาเท่านั้น ยังมีผลดีต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคม และทางจิตวิญญาณอีกด้วย (McGhee.2004:3-10 )
ประโยชน์ของการหัวเราะที่มีต่อร่างกาย ได้แก่
1. กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
2. ลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียด
3. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย (Immune System Enhancement)
4. ระบบหัวใจ (Breathing)
5. ระบบย่อยอาหารและขับถ่าย
6. ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulation and Cardio-vascular system)
7. ระบบพักผ่อนและผิวพรรณ (Rest and Skin system)
8. ระบบเจริญพันธุ์ (Reproduction)
9. ระบบทำงานของต่อมไรท่อ (Endocrine)
10. สัญชาติญาณการอยู่รอด (Survival instinct)
11 หัวเราะมีประโยชน์กับเด็ก
12 หัวเราะลดน้ำหนัก
13 การหัวเราะส่งผลดีต่อเส้นเลือด
14 การหัวเราะ มีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ
การบำบัดด้วยเสียงหัวเราะ
ประเภทของการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะ
วิธีการบำบัดด้วยเสียงหัวเราะในไทย
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
รวมคลิปตลก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกแอบถ่าย สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกนักร้อง สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกโฆษณา สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกอุบัติเหตุ สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกหนังฝรั่ง สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกหนังไทย สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกการ์ตูน สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกสัตว์ สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกนักร้อง สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกโฆษณา สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกอุบัติเหตุ สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกหนังฝรั่ง สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกหนังไทย สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกการ์ตูน สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
คลิปตลกสัตว์ สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
รวมเื่รื่องตลก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่องตลกสุภาพ สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่องตลกทะลึ่ง สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่องตลกเด็ก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่องตลกคนโต สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่่องตลกคนสูงอายุ สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่องตลกในที่ทำงาน สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่องตลกเกี่ยวกับสัตว์ สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่องตลกทะลึ่ง สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่องตลกเด็ก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่องตลกคนโต สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่่องตลกคนสูงอายุ สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่องตลกในที่ทำงาน สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
เรื่องตลกเกี่ยวกับสัตว์ สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
สารบัญ ตลก
บทความเกี่ยวกับตลก
รวมเื่รื่องตลก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
รวมคลิปตลก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
รวมกลอนตลก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามท่อง
รวมเพลงตลก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามฟัง
รวมเื่รื่องตลก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามอ่าน
รวมคลิปตลก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามดู
รวมกลอนตลก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามท่อง
รวมเพลงตลก สุดฮา ขำกลิ้ง ไม่อยากหัวเราะ ห้ามฟัง
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
ไม่เก่งภาษาอังกฤษ
หลังจากเรียนจบ ทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ การสมัครงานกันบ้าง เราลองมาดูกันว่า บัณฑิตใหม่คนนี้ จะทำอย่างไรในการกรอกใบ
สมัครงาน ครั้งแรก
หนุ่มนักศึกษาจบใหม่ไปสมัครงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีค่าตอบแทน เงินเดือนสูงมาก พอสมควร หลังจากแนะนำตัวกับฝ่ายรับ
สมัครแล้ว รับใบสมัครมาด้วยอาการเกร็งๆ นิดๆ ครั้งแรก นะ่ครับ ฟังคำอธิบาย วิธีการกรอกใบสมัครแบบรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง อาการตื่นเต้น
ทุเลาลงบ้าง หลังจากนั่งลง อ่านใบสมัคร ด้วยความที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ตอนเรียนก็ผ่านมาได้แบบฉิวเฉียด อาศัยลูก
อ้อนอาจารย์ นั่งหน้าห้อง ก้มหน้ามองเอกสาร ไม่มองหน้าอาจารย์ ทำที กำลังสนใจเรียน เต็มที หมดคาบสอนของานพิเศษจาก
อาจารย์ทำ แต่มีข้อแม้ว่างานอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ อาจารย์เลยใจอ่อนให้ผ่านมาได้ เขาจึงมีปัญหากับภาษาอังกฤษเรื่อยมา
ครั้งนี้ก็เช่นกัน การกรอกใบสมัครที่มีข้อความบางส่วนเป็นภาษาอังกฤษ เวรกรรมมีจริง เขาคิด ทำอะไร ไม่ได้แล้ว เลยตามเลย ใช้
ตัวช่วย verb to เดา ครับ พอดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลเดินมาเจอตอนที่เขากำลังกรอกข้อความ "อาทิตย์ละ2-3ครั้ง" ลงในช่อง "SEX"
พอดี
"ไม่ใช่อย่างง้าน..." เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลร้องลั่นห้อง เพื่อนร่วมสมัครงาน หันมองมาทางเดียวกัน "เอาแค่ว่าชายหรือหญิงก็พอ" แก
กระซิบเบา ไอ้หนุ่มหน้าอ่อน ยิ้มเขินๆก่อนขีดฆ่าข้อความเดิมแล้วเขียนลงไปใหม่ว่า
" ไม่เกี่ยง "
ฝ่ายบุคคล ????????????????????????
สมัครงาน ครั้งแรก
หนุ่มนักศึกษาจบใหม่ไปสมัครงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีค่าตอบแทน เงินเดือนสูงมาก พอสมควร หลังจากแนะนำตัวกับฝ่ายรับ
สมัครแล้ว รับใบสมัครมาด้วยอาการเกร็งๆ นิดๆ ครั้งแรก นะ่ครับ ฟังคำอธิบาย วิธีการกรอกใบสมัครแบบรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง อาการตื่นเต้น
ทุเลาลงบ้าง หลังจากนั่งลง อ่านใบสมัคร ด้วยความที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ตอนเรียนก็ผ่านมาได้แบบฉิวเฉียด อาศัยลูก
อ้อนอาจารย์ นั่งหน้าห้อง ก้มหน้ามองเอกสาร ไม่มองหน้าอาจารย์ ทำที กำลังสนใจเรียน เต็มที หมดคาบสอนของานพิเศษจาก
อาจารย์ทำ แต่มีข้อแม้ว่างานอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ อาจารย์เลยใจอ่อนให้ผ่านมาได้ เขาจึงมีปัญหากับภาษาอังกฤษเรื่อยมา
ครั้งนี้ก็เช่นกัน การกรอกใบสมัครที่มีข้อความบางส่วนเป็นภาษาอังกฤษ เวรกรรมมีจริง เขาคิด ทำอะไร ไม่ได้แล้ว เลยตามเลย ใช้
ตัวช่วย verb to เดา ครับ พอดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลเดินมาเจอตอนที่เขากำลังกรอกข้อความ "อาทิตย์ละ2-3ครั้ง" ลงในช่อง "SEX"
พอดี
"ไม่ใช่อย่างง้าน..." เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลร้องลั่นห้อง เพื่อนร่วมสมัครงาน หันมองมาทางเดียวกัน "เอาแค่ว่าชายหรือหญิงก็พอ" แก
กระซิบเบา ไอ้หนุ่มหน้าอ่อน ยิ้มเขินๆก่อนขีดฆ่าข้อความเดิมแล้วเขียนลงไปใหม่ว่า
" ไม่เกี่ยง "
ฝ่ายบุคคล ????????????????????????
| ปฏิกิริยาเรื่องตลก: |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)